หมั่นติดอาวุธทางปัญญา

ทราบว่า งานสัปดาห์หนังสือที่เพิ่งผ่านพ้นไปมีคนสนใจมากเหมือนเช่นเคย แต่ยอดการขายหนังสือแต่ละเล่มในเมืองไทยก็ยังคงต่ำเตี้ยเรี่ยดินเหมือนเดิม ถ้าเทียบกับจำนวนประชากรที่มีอยู่

คิดแล้วมันน่าน้อยใจ บางทีเคยคุยเล่นกับพี่ ๆ น้อง ๆ ในวงการน้ำหมึกว่า ถ้าเราอยู่เมืองนอก ออกหนังสือหลายเล่มแบบนี้คงรวยกันจนเข็ดไปแล้ว แต่อยู่เมืองไทยยอดขั้นต้นในการพิมพ์พ็อกเก็ตบุ๊ค 3,000 เล่ม ใครขายหมดรอบแรกได้พิมพ์รอบสองก็ดีใจกันจนน้ำตาแทบไหล 

เปรียบเทียบต่อจำนวนประชากรเมืองไทยกว่า 60 ล้านคนแล้ว มันน่าทดท้อจำนวนคนไทยอ่านหนังสือเป็นบรรทัดต่อปีไม่ต้องพูดถึง แต่พอไปดูสถิติการมีบัตรเครดิตปรากฏว่า คนไทยมีบัตรเครดิตไว้ครอบครองถึงกว่า 80 ล้านใบ (มากกว่า 1 คนต่อ 1 ใบ) 

แปลว่า เน้นการจับจ่ายใช้สอย และมีแนวโน้มจะเอาเงินในอนาคตมาใช้มากเกินไป ทำให้ยอดหนี้ในครัวเรือนบ้านเราสูงขึ้นทุกวี่วัน ไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมตัวเลขคนจนที่ไปลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่า มันถึงได้เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย 

นอกจากนี้ รวยกระจุก จนกระจาย เพราะบางส่วนมีพื้นฐานความคิดที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเหตุผล แต่ขึ้นอยู่กับผีสางนางไม้หรือเทวดาฟ้าดิน อยากรวยเร็วแบบไม่ต้องทำงานหนัก สะท้อนให้เห็นถึงสังคมที่อาจจะใส่ใจเรื่องการเรียนรู้เพิ่มเติมน้อยเกินไป การจะพัฒนาอะไรต่าง ๆ มันก็ทำได้ยาก เพราะการพัฒนานั้นย่อมขึ้นอยู่กับตัว “คน” เป็นหลัก 

ภาพสะท้อนที่คนขวนขวายหา “หนังสือ” มาอ่านนั้น ก็เพื่อต้องการหาความรู้เพิ่มเติม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง เพื่อเพิ่มเติมสติปัญญาหรืออย่างน้อย ๆ ต้องการข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน

ละเอียดลงไปกว่านั้น กระบวนการเรียนรู้ที่ได้จากการอ่านหนังสือนั้น มีคุณค่าและแตกต่างจากการหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตซึ่งสามารถลบและเปลี่ยนแปลงได้อยู่ตลอดเวลา แต่อะไรที่พิมพ์ลงไปในหน้ากระดาษแล้วนั้น มันเป็นเครื่องพิสูจน์เป็นประจักษ์พยานอันชัดเจน ซึ่งผู้ที่พิมพ์ต้องรับผิดชอบ จึงทำให้ต้องมีการตรวจสอบข้อมูลกันอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากกว่าสื่ออื่น ๆ

อยากรณรงค์ให้คนเรียนรู้และสร้างแรงบันดาลใจใหม่ ๆ จากการอ่านหนังสือครับ ไม่ว่าใครอยากจะลุกขึ้นมาท่องเที่ยวต่างประเทศด้วยตนเอง สามารถหาหนังสือดี ๆ มาอ่าน เพื่อแกะรอยการเดินทาง ใครอยากทำอาหารแปลก ๆ ดูบ้างก็มีคู่มือที่น่าสนใจให้ลองทำตาม

นี่คือ การศึกษาหาความรู้ ที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่โรงเรียน เพราะทุกคนควรมีกระบวนความคิด และการพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา เพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้เป็นคนตกยุค หรือขาดแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิตครับ.