เกม: ยิ่งเล่นยิ่งสุขภาพดี

ปัญหาโลกแตกของพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกหลานวัยเรียนทั่วทั้งจักรวาลก็คือ “ปัญหาเด็กติดเกม”

สื่อมวลชนก็ช่างขยันตีข่าวพิษภัยจากการติดเกมของเยาวชนกันเสียเหลือเกิน ทั้งๆ ที่ มีเด็กหลายคนได้ดีเพราะเกม

เช่นคุณ Jeremy Snead ผู้กำกับการแสดงภาพยนตร์เรื่อง Video Games: The Movie ที่นอกจากจะกำกับแล้ว ยังเป็นคนเขียนบทและรวมทั้งอำนวยการสร้างอีกด้วย

Jeremy Snead ให้สัมภาษณ์ว่า เขาเป็นเด็กติดเกมคนหนึ่ง ซึ่งต่อมา Jeremy Snead ได้นำความรู้และประสบการณ์จากการเป็นเด็กติดเกม มาเขียนบทและกำกับหนังเรื่อง Video Games: The Movie รวมถึงควักเงินสร้างหนังเรื่องนี้ด้วยตนเองในฐานะผู้อำนวยการสร้าง

แม้หนังจะไม่ประสบความสำเร็จด้านรายได้ ทว่า กลับได้รับคำในแง่บวกจากนักวิจารณ์ภาพยนตร์จากทั่วทุกมุมโลก

เพราะ Video Games: The Movie เป็นหนังที่มีความเข้มทางวิชาการที่สูงมาก เพราะมีข้อมูลอ้างอิงที่อัดแน่นเต็มไปหมด

Jeremy Snead ใช้ความเป็นวิชาการของหนังสารคดี เดินเรื่องและขับเคลื่อนหนังด้วยข้อมูลล้วนๆ โดยใช้ภาพ Insert ชนิดที่เรียกว่ากวาดต้อน กันมาแทบจะหมดวงการเกมเอาเลยทีเดียว

นอกจากการใช้ภาพ Insert แล้ว Jeremy Snead ยังตามไปสัมภาษณ์แบบเจาะลึก บุคคลสำคัญในวงการเกม

ไล่มาจากทวีปอเมริกาเหนือผู้บุกเบิก เริ่มตั้งแต่ทีมงานคุณปู่ ผู้สร้างเกม Spacewar! และ Computer Space

ซึ่งเป็นวิดีโอเกมเชิงพาณิชย์เกมแรกของโลกที่ออกวางจำหน่ายเมื่อต้นทศวรรษที่ 1970

หรือจะเป็นโปรแกรมเมอร์ผู้สร้างเกม PONG อันลือลั่น รวมทั้งทีมงานเจ้าของตำนานเกม Space Invaders

และแน่นอนว่า Jeremy Snead ย่อมไม่พลาดที่จะตามไปเจาะใจผู้สร้างตำนานเครื่องเล่นเกมยี่ห้อ ATARI และที่ไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือประวัติศาสตร์ของเครื่องเล่นเกมสัญชาติญี่ปุ่น Nintendo ที่สร้างตำนานหลายร้อยหน้าให้แก่วงการเกมโลก รวมถึงเครื่องเล่นเกมยี่ห้อ SONY และ Microsoft

แน่นอนว่า นอกเหนือไปจาก Big name ข้างต้นแล้ว Video Games: The Movie ยังไล่เรียงประวัติศาสตร์เกมตั้งแต่เกมในห้อง LAB เคลื่อนมาสู่เกมตู้ และเกมเสียบโทรทัศน์ หรือเกมกด มาจนกระทั่งถึงเกมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล หรือ PC Game เกมออนไลน์ และเกมบนมือถือ หรือเกมแบบ Streaming เกมสามมิติ เกม VIRTUAL REALITY

ชี้ให้เห็นว่า การเล่นเกมนั้น ถ้าแบ่งเวลาเป็น และเปลี่ยนเกมให้มาเป็นเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้ เกมก็จะไม่มีพิษภัยเหมือนที่สื่อมวลชนพยายามชี้เป้า

ความหมายก็คือ เราไม่ต้องเชื่อสื่อมวลชนไปเสียทุกเรื่อง ฟังหูไว้หู อย่างกรณี “ปัญหาเด็กติดเกม” นี้ ล้วนมีทางออกมากมาย ไม่จำเป็นว่า เด็กหรือผู้ใหญ่ที่เล่นเกมจะได้รับผลเสียไปทุกกรณีหรือทุกคนเสมอไป

และเมื่อไม่นานมานี้ มีบริษัทผู้ผลิต SPORT GADGETS เจ้าหนึ่ง ได้นำเอาจุดแข็งของ “วิดีโอเกม” มาหลอมรวมเข้ากับข้อเด่นของ “การออกกำลังกาย”

ผสานผสม คลุกเคล้า จนได้ที่ และออกมาเป็น Blue Goji

Blue Goji นี้ นับเป็นเป็น SPORT GADGETS ตัวแรกของโลกใบนี้เลยก็ว่าได้ ที่เป็นส่วนประสมกันระหว่าง “เครื่องเล่นเกม” กับ “เครื่องออกกำลังกาย”

เพื่อลบล้างข้อครหา และตอบโจทย์ปัญหาโลกแตกของพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกหลานวัยเรียนทั่วทั้งจักรวาลก็คือ “ปัญหาเด็กติดเกม”

เพราะ Blue Goji ได้นำเอาอุปกรณ์การเล่นวิดีโอเกมที่ล้ำสมัยในยุค 5.0 นี้ ก็คือ เครื่องเล่นเกมชนิด VIRTUAL REALITY หรือ VR Games มาผนวกเข้ากับเครื่องออกกำลังกาย

Virtual Reality เป็นเทคโนโลยีที่หลอมรวมระหว่าง Simulated Reality และ Three-Dimensional หรือ 3D (3 มิติ) และ 360-Degree Cameras โดยมีอุปกรณ์สำคัญคือหน้ากากครอบศีรษะ ที่จะฉายภาพเกมให้เราเห็นอย่างเต็มๆ ตา มาพร้อมเสียงทะลุมิติจากลำโพงที่ครอบหูเราอยู่ด้วย

แต่ Blue Goji เหนือชั้นไปกว่าเครื่องเล่นเกมชนิด VIRTUAL REALITY หรือ VR Games ทั่วๆ ไป ดังที่กล่าวไปแล้วนิดหนึ่ง ว่า Blue Goji ได้หลอมรวมจุดแข็งของ “วิดีโอเกม” มาหลอมรวมเข้ากับข้อเด่นของ “การออกกำลังกาย”

นั่นก็คือ ขณะที่เราปั่นจักรยานอยู่กับที่ หรือวิ่งสายพาน มือเรา แทนที่จะจับด้ามเหล็กอุปกรณ์ออกกำลังกายเฉย Blue Goji ได้จัดแจงนำเอา จอยสติ๊ก ของเกม ที่เชื่อมต่อสัญญาณไร้สายเข้าไปที่หน้ากากครอบศีรษะของเครื่องเล่นเกมชนิด VIRTUAL REALITY หรือ VR Games เพื่อให้เราเล่นเกมไปด้วยออกกำลังกายไปด้วย

Blue Goji จึงเป็น คำตอบสุดท้ายที่สามารถกล่าวได้ว่า “เกม: ยิ่งเล่นยิ่งสุขภาพดี” นั่นเองครับ!