แร็พ 4.0 เมื่อของมันไม่ Cool ดันแค่ไหนก็ไม่ขึ้น

ถ้ารัฐบาลจะปล่อยเพลงแร็พ “Thailand 4.0 คนไทยสู้ได้” เพื่อมา ดิสแร็พ กับเพลง “ประเทศกูมี” ก็น่าจะหาทีมงานที่ทำการบ้านมาดีกว่านี้ เพราะกลายเป็นว่า การส่งเพลงออกมาประชันในครั้งนี้ ฝั่งรัฐบาลยังเรียกเครดิตคืนไม่ได้ แถมยังทำให้ภาพของรัฐบาลในสายตาคนรุ่นใหม่รู้สึกว่า ไม่ค่อย “Cool” สักเท่าไร

1.

อันที่จริงแล้วเพลงแร็พกับการเมืองไทยนั้น ไม่ใช่เรื่องไกลกันสักเท่าไร เพราะที่ผ่านมาศิลปินเพลงแร็พในเมืองไทยก็ได้ถ่ายทอดความรู้สึก และบทเพลงที่เกี่ยวกับสังคมมาโดยตลอด เพียงแต่ผลงานของศิลปินเหล่านั้น ไม่ได้ขึ้นมาอยู่บนดิน หรือเปิดฟังได้จากสถานีวิทยุทั่วไป

แต่โลกปัจจุบันที่เปลี่ยนเข้าสู่ระบบดิจิตอลเต็มรูปแบบ แพลตฟอร์มของสื่อมีให้เลือกเสพกันหลายทาง ศิลปินก็มีโอกาสเผยแพร่งานของตน โดยไม่ต้องง้อค่ายเพลง และทำให้เพลงแร็พ อย่าง “ประเทศกูมี” ปรากฎขึ้นท่ามกลางความรู้สึก “สาแก่ใจ” ของคนในสังคม ที่เพลงได้พูดสิ่งที่อยู่ในใจของพวกเขา

แต่การมาของเพลง “ประเทศกูมี” ก็ได้ทำให้เห็นถึงความไม่ประสีประสาโลกโซเชียลของรัฐบาลอย่างเห็นได้ชัด เพราะนับตั้งแต่นาทีแรก ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจส่งคำเตือนไปยังกลุ่มศิลปิน Rap Against Dictatorship ก็เท่ากับว่า ได้จุดชนวน Viral ในโลกโซเชียลให้ลุกเป็นไฟ และแปรสภาพเป็นดราม่า ที่มีแฮชแท็กติดเทรนด์ข้ามวัน ข้ามคืน จนทำให้ เพลง “ประเทศกูมี” จากวันแรกที่อัพขึ้น Youtube มียอดวิวหลักแสน กลายเป็นเพลงที่มีตัวเลขหลักสิบล้านวิวในเวลาไม่นาน และแตะยอด 30 ล้านวิวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (ข้อมูล ณ วันที่ 8 พ.ย. 61)

2.

เมื่อเสียหลักกับการตอบโต้เพลง “ประเทศกูมี” ด้วยการใช้วิธีการแบบเดิม ๆ จนสร้างความรู้สึกให้ประชาชน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่รู้สึกว่า รัฐบาลนี้ “ไม่ Cool” เลย เพราะพวกเขามองว่า ถ้าไม่พอใจ “ประเทศกูมี” ก็มีวิถีของเพลงแร็พให้สู้กันด้วยการปล่อยงาน ออกมา Diss Rape เพลง “ประเทศกูมี” ไปเลย จะได้รู้กันว่าวิธีคิดใครเจ๋งกว่ากัน

แล้วดูเหมือนว่า ขาแร็พของฝั่งรัฐบาลจะได้ยินเสียงท้าทายดังกล่าว แต่การเลือกงานและปล่อยเพลง “Thailand 4.0 คนไทยสู้ได้” เพื่อหวังมา Diss Rape “ประเทศกูมี” กลายเป็นความผิดพลาดซ้ำสองของทีมงานรัฐบาล เนื่องจากเพลงนี้ ไม่ได้ถูกแต่งขึ้นมา เพื่อมาสู้กับเพลง “ประเทศกูมี” โดยเฉพาะ แต่เป็นเพลงที่แต่งขึ้น โดยทีมงานของกระทรวงวิทยาศาสตร์ เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์นโยบายของรัฐบาล

แต่เมื่อถูกปล่อยออกมาในเวลาที่รัฐบาล กำลังหาทางแก้เกี้ยว “ประเทศกูมี” ก็กลายเป็นว่า แร็พ “Thailand 4.0 คนไทยสู้ได้” มียอด dislike ห้าหมื่นกว่า ขณะที่ยอดวิวแตะหลักสามล้าน พอไม่ให้เสียหน้าเจ้ากระทรวงวิทยาศาสตร์ที่อุตส่าห์ให้ทีมงานทำเพลงออกมา

3.

ภาพของทีมรัฐบาลกับโซเชียลมีเดียในเวลานี้ ดุเหมือนว่า กลายเป็นจุดอ่อนที่อาจส่งผลต่อการเลือกตั้งในอนาคตอันใกล้ เพราะนับตั้งแต่การเปิดแอคเคาท์โซเชียลมีเดียแบบครบทุกแพลตฟอร์มของ “ลุงตู่” ที่มีความตั้งใจ จะให้นายกรัฐมนตรีใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้น แต่กลับกลายเป็นว่า โซเชียลของ “ลุงตู่” นั้น ออกอาการโป๊ะแตกหลายครั้ง (ครั้งล่าสุด เมื่อแอดมินเพจลืมสลับแอคเคาท์ จนทำให้โพสตข้อความแบบลุงตู่ ถามเอง ตอบเอง)

เช่นเดียวกับรอบนี้ กับความพยายามตอบโต้ หรือ Battle กับเพลงแร็พ ที่กระตุ้นความรู้สึกของคนในสังคม ด้วยการใช้เพลงแร็พเข้าสู้ ก็ไม่ได้มีการจัดการที่ดี สุดท้ายก็สู้ไม่ได้และให้ความรู้สึกประดักประเดิดเป็นอย่างยิ่ง จนทำให้เกิดคำถามว่า ความเป็น Thailand 4.0 นั้น จะเกิดขึ้นจริงได้แค่ไหน

เพราะการจัดการของรัฐบาล ยังคงอยู่กับวิธีแบบเดิม ๆ แม้จะมีความพยายามพัฒนาให้ภาพลักษณ์ให้ทันกับยุคสมัย แต่กลุ่มคนรุ่นใหม่ ยังรู้สึกได้ว่าการเข้าถึงโลกโซเชียลของฝั่งรัฐบาลนั้น ให้ความรู้สึก “เหมือนญาติผู้ใหญ่ ส่งรูปดอกไม้ให้ทุกวันในยามเช้า” ไม่ค่อยมีอะไร Cool Cool ออกมาให้ร้อง WoW กันสักเท่าไร