นโยบายสูตรสำเร็จ คำสัญญาที่คุณคุ้นเคย

นับตั้งแต่มีข่าวอย่างไม่เป็นทางการออกมาว่า “การเลือกตั้ง” ทั่วไปอย่างเป็นทางการที่ห่างหาย ไปจากเมืองไทยเกือบ 7 ปี (ไม่นับการเลือกตั้ง เมื่อปี 2557 ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญ ตีความให้เป็นโมฆะ) กำลังจะมีการกำหนดให้มีขึ้นอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 หรืออย่างช้า ก็ในเดือนพฤษภาคม 2562 บรรดานักการเมืองอาชีพ และ ที่เพิ่งเทิร์นโปรต่างก็ออกมาเอ็กเซอร์ไซด์ กันอย่างพร้อมเพรียงแบบไม่ได้นัดหมาย

และในการออกเอ็กเซอร์ไซด์นั้น ก็มาพร้อมกับนโยบายแบบสูตรสำเร็จของพรรคการเมือง หรือสัญญาของนักเลือกตั้งที่เตรียมขายฝันให้กับประชาชน ซึ่งแนวนโยบายนั้น ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างไปจากเดิม เพิ่มเติม คือ “เอาของเก่า มาห่อแพคเกจใหม่” แล้วแนวนโยบายเหล่านั้นมีอะไรบ้าง และคุณผู้อ่านรู้สึกคุ้น ๆ กันไหม ลองมาดูกัน

ประกันราคาผลิตผลทางการเกษตร

นี่คือ ประโยคหลักที่ต้องใส่ไปในแนวนโยบายเป็นหัวข้อหาเสียงหลักของทุกพรรค เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ คือ ชาวไร่ ชาวนา การให้คำมั่นสัญญาเกี่ยวกับราคาพืชผลนั้นใช้ได้ผลมาโดยตลอด

แต่คำมั่นสัญญานี้ จะอยู่เพียงแค่ในสนามเลือกตั้ง เพราะเอาเข้าจริงแล้ว เมื่อได้เดินเข้าสู่สภาฯ แนวทางการประกันราคาผลิตผลทางการเกษตรก็จะเปลี่ยนไป เพราะต้องฝ่าข้อจำกัดหลากหลายประการ รวมไปถึงผลประโยชน์ทับซ้อนหลายชั้น จนทำให้การประกันราคาผลิตผลทางการเกษตรนั้น ไม่เป็นไปตามที่แต่ละพรรคให้คำมั่นสัญญาไว้สักเท่าไรนัก

นโยบายประชานิยม

นโยบายประชานิยม เรียกได้ว่า เป็นยาเรียกความนิยมได้ตลอดกาล เพราะแนวทางของนโยบายที่จะถูกกำหนด เพื่อเอาใจคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ผ่านมาโครงการ ที่ใช้คำว่า “เอื้ออาทร” ต่อท้ายนั้น ได้กลายเป็นนโยบายประชานิยม ที่ประชาชนรู้สึกว่า พวกเขาเข้าถึงการช่วยเหลือของรัฐได้อย่างแท้จริง แม้ว่าโครงการแต่ละอย่างนั้น จะสร้างผลกระทบระยะยาวทางเศรษฐกิจของประเทศ

แต่รัฐบาลไม่ว่าจะมาจากการเลือกตั้ง หรือเป็นรัฐบาลทหาร ก็ยังมองว่าแนวทาง “ประชานิยม” นั้น เป็นสูตรสำเร็จที่ทำให้พวกเขาได้รับความนิยมจากประชาชน อย่าง “บ้านเอื้ออาทร” ก็ถูกปรับชื่อใหม่ให้เป็น “โครงการบ้านประชารัฐ” หรือ “โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” ที่รัฐให้เงินสนับสนุนชุมชน ก็ถูกปรับแพคเกจใหม่ ให้เป็น “สตาร์ทอัพ 4.0”

นอกจากนี้แล้ว ยังคงมีนโยบายเรียนฟรี รักษาพยาบาลฟรี ที่ล้วนแล้วแต่เป็นนโยบายที่เอาใจประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ และแน่นอนว่า การเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในไม่ช้านี้ บรรดานักเลือกตั้งทั้งหลายต้องเตรียมแนวนโยบายในลักษณะนี้มาขายฝันอย่างแน่นอน

ลดความเหลื่อมล้ำ กระจายความเจริญสู่ต่างจังหวัด

แนวนโยบายแบบนี้ ฟังดูดี เวลาหาเสียง แต่ทำได้ยากถึงทำไม่ได้เลย เมื่อนำเข้าสู่การพิจารณาในรัฐสภา เพราะ กรุงเทพฯ กลายเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งไปแล้ว และนับวันกรุงเทพฯ มีแต่จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และบรรดานายทุนที่ให้ความสนับสนุนพรรคการเมืองคงไม่ยอมให้มีบิ๊กโปรเจค ที่ทำให้ราคาที่ดิน ที่พวกเขาถือครองอยู่ในเมืองหลวงราคาตกลง

การกระจายความเจริญสู่ต่างจังหวัดที่ทำได้อย่างเป็นจริงเป็นจัง ต้องให้พรรคการเมืองนั้นได้โควตากระทรวงคมนาคม เพื่อตัดถนนเข้าสู่จังหวัดที่เป็นฐานเสียง ส่วนความเจริญจะตามไปหรือไม่นั้น คนในพื้นที่ก็ต้องลุ้นกันไป

คำสัญญาแก้ปัญหารถติด และสร้างปอดให้คนกรุงฯ

ว่ากันว่า สนามเลือกตั้งกรุงเทพฯ นั้น เป็นสนามที่มีความผันผวนมากที่สุด แม้ว่า จะมีที่นั่งให้ชิงชัยกันถึง 30 ที่นั่ง แต่ การได้คะแนนเสียงจากคนกรุงเทพฯ นั้น นโยบายประชานิยมเพียงอย่างเดียวคงไม่พอ ดังนั้น เราจะได้ยินนักการเมืองที่ลงสนามเลือกตั้งในกรุงเทพฯ มีคำมั่นสัญญาเรื่องการแก้ปัญหารถติด และสร้างปอดให้คนกรุงเทพฯ

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว จำนวนรถที่มีมากกว่าถนน และมีสิ่งก่อสร้างที่รุกล้ำพื้นที่สาธารณะอยู่ทั่วเมือง รวมไปถึงการจัดสรรพื้นที่ให้เอกชนเช่า เพื่อสร้างห้างสรรพสินค้ามากกว่าที่จะปรับพื้นที่ เพื่อใช้เป็นสวนสาธารณะในเมืองที่มีประชากรอยู่มากกว่า 10 ล้านคน เพียงแค่นี้ เราก็น่าจะได้คำตอบแล้วว่า คำสัญญาดังกล่าวนั้น ไม่มีทางเป็นจริงได้เลย