เมื่อรสนิยมชมละครของคนยุคนี้เปลี่ยนไป

ความสำเร็จของการสร้างกระแสในโลกออนไลน์ “ใครฆ่านานะ” ส่งต่อให้ คุณหนอ พะนอนิจ ใน “กาหลมหรทึก” และล่าสุดกับ “ใครฆ่าประเสริฐ” น่าจะพอให้แฟนละครชาวไทยรุ่นใหม่ที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงพอจะมีความหวังว่า ละครในยุค 4.0 นั้นจะสามารถฉีกแนวจากเรื่องผัว​ ๆ​ เมีย​ ๆ หรือเอาของเก่ามารีเมก มาเป็นละครแนวสืบสวนสอบสวน ที่เน้นไปที่บทละครที่มีมิติและความซับซ้อน และชวนให้คิดอย่างมีเหตุและผลในทุกตอนที่ติดตาม

แม้ว่าตัวเลขจากการวัดเรตติ้ง อาจจะยังไม่สูงเท่ากับละครที่เป็นเจ้าตลาดเดิม แต่ตัวเลขที่เริ่มท้าทายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตกรุงเทพมหานครน่าจะทำให้ผู้จัดละครหลายคน น่าจะมีความกล้ามากขึ้นในการนำเสนอความบันเทิงที่ทำให้คนดูได้คบคิดตาม มากกว่าจะสร้างแบบสูตรสำเร็จว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว และ คนที่ชั่วก็ต้องได้รับผลตอบแทนที่สาสม” ทีนี้เรามาดูกันว่าทำไม “เลือดข้นคนจาง” ถึงสามารถติดเทรนด์อันดับหนึ่งของทวิตเตอร์ได้ในทุกสัปดาห์ที่ละครออนแอร์

คนดูรุ่นใหม่เริ่มโหยหาละครที่มีมิติมากกว่าเดิม

ต้องยอมรับกันก่อนว่า คนดูรุ่นใหม่นั้นมีโอกาสชมความบันเทิงได้หลากหลายทาง พวกเขาได้เห็นมาตรฐานละครที่มีการกว่าเรื่องผัว​ ๆ​ เมีย จากซีรี่ย์เกาหลี ญี่ปุ่น อเมริกา และอังกฤษ ผ่านทางแพลทฟอร์มอื่นที่ไม่ใช่ทีวีดิจิตอล หลายเรื่องที่ได้รับความนิยมในแนวสืบสวนสอบสวนอย่าง Singnal ของเกาหลี Hero ของญี่ปุ่น Sherlock ของ BBC หรือแม้แต่ CSI ของ CBS เหล่านี้เป็นรสชาติใหม่​ ๆ​ ที่หาไม่ได้จากละครในเมืองไทย เมื่อพวกเขาได้ลิ้มรสแล้วก็ติดใจ และ อยากเห็นเรื่องราวเหล่านี้เกิดขึ้นจากบทละครและตัวแสดงไทย

การมาของ ซี่รี่ย์ I hate you I love you ที่รับชมได้เฉพาะในไลน์ ทีวีนั้น​ ทำให้ผู้จัดและผู้รับชมต่างตื่นเต้นไปกับกระแสตอบรับ และเหมือนเป็นนาฬิกาปลุกที่บอกกับคนในวงการว่า​ แพลทฟอร์มในการรับชมความบันเทิงนั้น​ ไม่ได้มีเพียงแค่โทรทัศน์แต่เพียงอย่างเดียว ช่องทางอื่นในยุคสมัยที่ 4G เริ่มมีความเสถียรนั้นได้กลายเป็นทางเลือกของผู้ชมอีกกลุ่มใหญ่

นอกจากนี้แล้ว​ เนื้อหาจาก I hate you I love you ก็ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่เล่นกับความชอบ “เผือก” ของชาวโซเชียลรวมไปถึงตัวนักแสดงที่ต่างมีมิติมากขึ้นไม่ได้แบ่งเป็นคนดีคนไม่ดี แต่ทุกคนล้วนแต่เป็นตัวละครที่มีสีเทาอยู่ในตัว และ สูตรการนำเสนอแบบนี้ได้ส่งความต่อเนื่องมายัง “เลือดข้นคนจาง” ขณะที่ กาหลมหรทึก นั้นเป็นการสร้างละครจากนวนิยายของปราปต์ เมื่อนำมาทำเป็น บทโทรทัศน์ โดย ศิริลักษณ์ ศรีสุคนธ์ นั้นได้มีการปรับให้เนื้อหามีความน่าติดตามมากยิ่งขึ้น มีการตีความที่ต่างไปจากนวนิยายและทำให้คนที่อ่านหนังสือเล่มนี้มาแล้วไม่สามารถเดาทางตอนจบได้

ความสมจริงของละครเป็นสิ่งที่คนดูรุ่นใหม่ต้องการ

ขณะที่โปรดักชั่น ดีไซน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกละเลยมาตลอดของ วงการละครไทย ซึ่งเรื่องนี้เราไม่สามารถโทษผู้จัดหรือผู้กำกับได้ต้องยอมรับกันก่อนว่า ด้วยงบประมาณการสร้างละครแต่ละเรื่องนั้นมีตัวเลขที่จำกัด หลายครั้งเราจะเห็นบ้านหลังเดิมในละครหลายต่อหลายเรื่อง เห็นภาพกลางวันแต่ถ่ายทำให้เป็นกลางคืน หรือแม้แต่การจัดแสง และสีของฉากในบางฉาก ก็กระโดด จนคนดูบางคนสามารถสังเกตได้

ขณะที่โปรดักชั่นดีไซน์ ตั้งแต่ “กาหลมหรทึก” มาจนถึง “เลือดข้นคนจาง” นั้นทำให้เราได้เห็นการจัดแสง และการเลือกสถานที่ถ่ายทำที่สมจริง มีความเป็นมนุษย์จริง​ ๆ อย่างที่เราได้พบเจออยู่ทุกวันอยู่ในละคร และทำให้เกิดกลุ่มคนดูที่ส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัย 20-30 ปี​ กลายเป็นแฟนประจำและติดตามละครจากค่ายนี้อย่างต่อเนื่อง

ถึงเวลาที่เรตติ้งไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่จะตัดสินความนิยมของละคร

ในอดีต ตัวเลขเรตติ้งมีผลต่อการอยู่รอดของละครเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ผู้จัดต้องพยายามทำละครให้ถูกใจตลาดมากที่สุด และด้วยความที่มีฟรีทีวีอยู่ไม่กี่ช่อง และสัญญาณการรับชมที่ยังไม่ได้ชัดเจนทั่วประเทศดังเช่นในปัจจุบันการตัดสินของเรตติ้งจึงกลายเป็นผลแพ้ชนะของละครหลังข่าวไปโดยปริยาย

แต่ในวันนี้​ เมื่อทีวีมีมากกว่า 20 ช่อง​ มีแพลทฟอร์มให้ชมได้มากกว่าทีวี ไม่ว่าจะเป็น ยูทูป ไลน์ทีวี หรือแม้แต่เว็บไซต์ของทางสถานี​ เพื่อดึงผู้คนจากโลกออนไลน์ ตัวเลขจากเรตติ้งจึงไม่ใช่ตัวเลขเดียวที่จะวัดความนิยมของละครได้ เห็นได้จาก “กาหลมหรทึก” ที่ติดเทรนด์ความนิยมในทวิตเตอร์ทุกครั้งที่ออนแอร์ แต่ตัวเลขเรตติ้งกลับได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะการวัดเรตติ้ง โดยอิงจากข้อมูลของผู้ชมจากทีวียุคเดิมที่ยังคงเหนียวแน่นกับช่องที่ก้าวผ่านมาจากยุคอนาลอก ดูจะไม่เป็นธรรมนักกับผู้จัดละคร เพราะถ้าเอาเข้าจริงแล้ว ตัวเลขความนิยมที่ติดเทรนด์ของทวิตเตอณ์นั้น​ ทำให้เห็นถึงความนิยมของละครจากคนที่ดูจริงมากกว่าตัวเลขเรตติ้ง ที่ถึงทุกวันนี้ยังเป็นปริศนาอยู่ว่าไปติดกล่องวัดที่ไหนบ้าง

การผสมนักแสดงรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ที่ลงตัว

คนที่ดูเลือดข้นคนจาง ที่อยู่ในช่วงวัย 20-25 ปีอาจจะไม่ทันยุคสมัยที่ ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง แคทลียา แมคอินทอช หรือพลวัฒน์ มนูประเสริฐ มีชื่อเสียง และเราต้องยอมรับว่า​ การผสมนักแสดงรุ่นเก่าและรุ่นใหม่ในเลือดข้นคนจางนั้นทำให้ละครยิ่งน่าติดตามมากยิ่งขึ้นเพราะฐานแฟนละครของนักแสดงรุ่นเก่านั้น สามารถดึงความสนใจจากคอละครที่อยู่ในช่วงวัย 35-40 ได้เป็นอย่างดี ขณะที่นักแสดงรุ่นใหม่ก็เป็นกลุ่มที่มีแฟนคลับอยู่อย่างหนาแน่น และทำให้พวกเขารู้สึกได้ถึงความสดใหม่ของเนื้อหา

ทั้งหมดนี้คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับการนำเสนอเนื้อหาใหม่​ ๆ ในวงการละครเมืองไทยเป็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าจะทำให้ผู้ชมในอีกไม่เกิน 5 ปีนี้​ น่าจะได้ชมละคร ที่เน้นคุณภาพ และเนื้อหา มากกว่าการดำเนินเรื่องอย่างฉาบฉวย และใช้นักแสดงหน้าตาสวยหล่อ ท้อปอัพเพื่อให้ละครดูมีราคา แต่หาความสมจริงไม่ได้ ขณะที่ความสนใจของคนดูนั้นเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว ถ้ายังคงใช้สูตรเดิม​ ๆ อยู่การจะสูญเสียความนิยมในอนาคตข้างหน้าก็ดูจะเป็นเรื่องไม่เกินจริงจนเกินไปนัก