ฟุตบอลโลกสมัยที่ 9

นับจากวันนี้เป็นต้นไปเป็นเวลาราว 1 เดือน ทุกสายตาของแฟนฟุตบอลทั่วโลกจะจับจ้องไปที่การแข่งขันฟุตบอลโลกที่รัสเซีย นับไปนับมา ครั้งนี้จะเป็นฟุตบอลโลกสมัยที่ 9 ในชีวิตการดูฟุตบอลของผม (โอ้โห อายุเท่าไหร่เนี่ยะ คูณกันเอาเองนะครับ) ซึ่งความทรงจำกับฟุตบอลโลกตลอด 8 ครั้งที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง สัปดาห์นี้ขอนั่งไทม์แมชชีนกลับไปย้อนอดีตกันสักหน่อยครับ

เม็กซิโก 1986 ตอนนั้นอายุ 3 ขวบ บอกเลยว่า จำรายละเอียดอะไรไม่ได้เลยครับ (ฮ่าๆๆ) ที่จำได้อย่างเดียวคือคุณพ่อหนีบไปดูบอลโลกที่บ้านลุง (เพราะว่ามีทีวีจอใหญ่) และอีกหนึ่งช็อตที่จำได้คือ จังหวะภาพช้าในสมัยนั้น จะมีตัว R สีขาวกระพริบอยู่ที่มุมจอด้านขวาบน ส่วนเรื่องความยอดเยี่ยมของมาราโดน่าในครั้งนั้น เพิ่งมารู้ย้อนหลังก็ตอนโตแล้วล่ะครับ

อิตาลี 1990 ตอนนั้นเรียนอยู่ชั้น ป.2โรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย เป็นฟุตบอลโลกครั้งแรกที่จำความได้ โดยเฉพาะเพลง To Be Number One ที่มีทั้งเวอร์ชั่นอิตาเลียน และอังกฤษ มาสค็อตที่มีชื่อ Ciao และที่ขาดไม่ได้ สมุดสะสมสติ๊กเกอร์ “พานินี่” ที่ผมมีเกือบครบ และที่ดีใจสุดๆเมื่อได้สติ๊กเกอร์ของ โรแบร์โต้ บาจโจ้! ดาวรุ่งของอิตาลีในยุคนั้น

สหรัฐฯ 1994 ตอนนั้นเรียนอยู่ ป.6 โรงเรียนเดิม ความรู้สึกเมื่อนึกถึงบอลโลกปีนั้นคือ “ร้อน” เนื่องจากด้วยเวลาแข่งขันที่เป็นช่วงบ่ายที่สหรัฐทำให้ภาพที่เห็นจากการถ่ายทอดสดแดดเปรี๊ยงทุกเกม เห็นแล้วร้อนแทนนักฟุตบอลจริงๆครับ ส่วนคีย์แมนที่ทำให้นึกถึง มีทั้ง ดีเอโก้ มาราโดน่า ที่ถูกส่งกลับบ้าน ฮริสโต สตอยช์คอฟ ที่นำทีมชื่อไม่คุ้นหูอย่างบัลแกเรียทะลุถึงรอบรอง และขวัญใจของผมอย่างโรแบร์โต้ บาจโจ้ กับชุดแข่ง Diadora ที่พาอิตาลีเข้าชิง แต่ฝันร้ายยิงจุดโทษข้ามคานในนัดชิงชนะเลิศ ส่งผลให้ในเช้าวันนั้นผมอาบน้ำแต่งตัวไปโรงเรียนแบบเซ็งๆ

ฝรั่งเศส 1998 เข้าสู่สมัย ม.4 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เป็นฟุตบอลโลกอีกสมัยที่ไม่สมหวัง เพราะอังกฤษ อีกหนึ่งทีมรักก็แพ้ดวลจุดโทษต่ออาร์เจนติน่า ต่อด้วย อิตาลี ที่แพ้จุดโทษต่อเจ้าภาพอย่างน่าเสียดาย ภาพของ ลุยจิ ดิ เบียโจ้ ที่ทรุดลงไปกองกับพื้นหลังพลาดจุดโทษลูกสุดท้ายยังอยู่ในหัวอยู่เลย ทำให้เกมนัดชิง ระหว่าง ฝรั่งเศส กับ บราซิล จึงกลายเป็นเกมที่ผมไม่ได้ตื่นเต้นสักเท่าไหร่

เกาหลีใต้-ญี่ปุ่น 2002 เข้าสู่ในยุคอุดมศึกษา ตอนนั้นผมอยู่ปี2 คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จำได้ว่าบางคลาสถึงกับอาจาย์ยกเลิกคลาสเพื่อให้ดูบอลโลกเลยทีเดียว เพราะช่วงเวลาเตะบางคู่ตรงกับช่วงบ่ายของบ้านเรา แต่สำหรับผมเป็นฟุตบอลโลกที่จบเร็วกว่าคนอื่นเพราะอิตาลีตกรอบเร็วกว่ากำหนดด้วยน้ำมือของเจ้าภาพร่วม และเป็นปีที่บอกตามตรงว่าเบื่อทีมชาติบราซิลมากๆ เหตุผลคือ พวกเขาเก่งเกินไปนั่นเอง

เยอรมนี 2006 ตอนนั้นเริ่มทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือนกับบริษัทสมาร์ทบอม และในที่สุดผมก็มีโมเมนต์ได้เฮแบบสุดๆกับเขาบ้างเสียที เมื่ออิตาลี ที่กรุยทางมาแบบไม่ต้องมีสไตล์การเล่นที่สวยงาม แต่ทรงประสิทธิภาพ สุดท้ายก็ไปถึงตำแหน่งแชมป์โลก และเมื่อพูดถึงแชมป์โลก 2006 ภาพที่ติดตาคือภาพการวิ่งดีใจเหมือนคนบ้าของ ฟาบิโอ กรอสโซ่ ทั้งในรอบรองฯ จนถึงรอบชิงชนะเลิศ ที่มีแฟนบอลนำไปเปรียบกับการวิ่งบ้าของมาร์โก ทาร์เดลลี ในปี 1982

แอฟริกาใต้ 2010 เข้าสู่ช่วงเวลาของการทำงานเป็นนักข่าวกีฬากองบรรณาธิการเมเนเจอร์ออนไลน์ และหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่ม ผมได้รับโอกาสจากคุณสนธิ ลิ้มทองกุล เดินทางกว่า 1 หมื่นกิโลเมตรไปทำสกู๊ปความพร้อมของเจ้าภาพแอฟริกาใต้ ทั้งที่ โจฮันเนสเบิร์ก,พริทอเรีย และเคปทาวน์ (ในภาพคือภายในของกรีน พอยน์ สเตเดียม เมืองเคป ทาวน์) มันคืออีกหนึ่งประสบการณ์อันล้ำค่าทั้งในฐานะนักข่าวและแฟนบอล นอกจากนี้เมื่อกลับมาเมืองไทยยังได้รับโอกาสจากทรูวิชั่นส์อ่านข่าวฟุตบอลโลก ที่ในปีนั้นจับมืออาร์เอสถ่ายทอดสดแบบเอชดีเป็นครั้งแรกของบ้านเรา

บราซิล 2014 เป็นช่วงเวลาของการลุยงานกับต้นสังกัดปัจจุบันอย่าง บริษัท ต้นคิด มีเดีย จำกัด กับรายการข่าวสปอร์ตรับอรุณทางช่องทรูสปอร์ต ถ้าพูดถึงการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกในครั้งนั้น จำได้แม่นเลยว่าจะได้ข้อสรุประหว่างอาร์เอสเจ้าของลิขสิทธิ์กับกสทช.ต้องรอลุ้นถึงช่วงวินาทีสุดท้าย และสุดท้ายศาลปกครองสูงสุดก็ตัดสินให้อาร์เอสชนะคดี ก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่จะคืนความสุขให้ประชาชน ด้วยการนำบอลโลกมาถ่ายทอดสดผ่านททบ.5

รัสเซีย 2018 มาถึงฟุตบอลโลกหนนี้ ก็รอลุ้นกันนานเช่นกันว่าจะสรุปได้ว่าช่องไหนจะถ่ายทอดสด แต่สุดท้ายแฟนบอลไทยก็ได้เฮ เมื่อ 9 สปอนเซอร์ลงขันซื้อลิขสิทธิ์มาถ่ายทอดให้ดูกันแบบฟรีๆ ซึ่งสำหรับผมยังคงยืนยันจุดยืนเดิมคือ เชียร์ทีมชาติ อังกฤษ แม้ว่าจะไม่อยู่ในโผทีมเต็งของเกจิทุกสำนักก็ตาม

ทั้งหมดคือฟุตบอลโลก 8 สมัยในความทรงจำ ส่วนฟุตบอลโลกสมัยที่ 9 จะมีอะไรให้จดจำบ้าง คงต้องตามดูกันในช่วงหนึ่งเดือนนับจากนี้