แบกเป้ไปดูบอลโลกที่รัสเซียแบบไม่ง้อทัวร์ (ตอนที่ 19)

การปฏิวัติรัสเซีย ปี ค.ศ.1917 ได้นำมาซึ่งเปลี่ยนระบบการปกครอง ทำให้พระมหากษัตริย์หรือพระเจ้าซาร์ นิโคลัส ที่ 2 แห่งราชวงศ์โรมานอฟ พระราชาพระองค์สุดท้ายของรัสเซีย และครอบครัวถูกจับมาขังอยู่ที่เมือง Yekaterinburg โดยในปีรุ่งขึ้น ก็ได้ถูกประหารชีวิต

ต่อมา Yekaterinburg ได้มีการสร้างโบสถ์หยดเลือด และได้พระศพถูกฝังอยู่บริเวณพื้นที่นอกเมืองนี้ ซึ่งเรียกกันว่ากานีน่า ยาม่า จนกระทั่งเข้าสู่การปกครองในยุคเยลต์ซินจึงมีการขุดพระศพกลับเข้าไปทำพิธีอีกครั้ง

ราชวงศ์โรมานอฟ ราชวงศ์ที่สองและราชวงศ์สุดท้ายของรัสเซีย โดยราชวงศ์นี้ปกครองจักรวรรดิรัสเซียตั้งแต่ ค.ศ.1613 ถึง ค.ศ.1917 กษัตริย์โรมานอฟพระองค์แรก คือพระเจ้าซาร์ มิฮาอิล ที่ 1 ได้รับแต่งตั้งใน ค.ศ. 1613

ราชวงศ์โรมานอฟ ปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ทว่า ได้มีความพยายามในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อนำชาติสู่ระบอบประชาธิปไตย นำโดยพระจักรพรรดิอะเลคซันดร์ ที่ 2 แต่พระองค์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์เสียก่อน

แม้ว่าจักรพรรดิซาร์ นิโคลัส ที่ 2 ผู้ประกาศเลิกทาส ด้วยความหวังดีต่อประชาชน พยายามที่จะปลดปล่อยชาวนาและกรรมกร ทำให้เหล่าขุนนางที่เสียประโยชน์เกิดความไม่พอใจ ต่อมาได้ทรงตั้งสภาดูมาใน ค.ศ.1905 ทว่า ก็มิได้มีสิทธิในการออกกฎหมายอย่างเต็มที่ จนเกิดการปฏิวัติ ค.ศ.1917

จักรพรรดิซาร์ นิโคลัส ที่ 2 ต้องทรงสละราชสมบัติในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1917 ส่งผลให้ประชาชนก่อการปฏิวัติ และทางราชวงศ์ได้พยายามหลบหนีแต่ไม่สำเร็จ ได้ถูกนำมากักตัวที่เมือง Yekaterinburg

และถูกปลงพระชนม์โดยกำลังของฝ่ายบอลเชวิกในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1918 อันนำมาสู่การสร้างโบสถ์หยดเลือดที่เมือง Yekaterinburg ดังได้กล่าวไป

โบสถ์หยดเลือดแห่งซาร์ นิโคลัส ที่ 2 และราชวงศ์โรมานอฟ สถานที่ซึ่งเคยเป็นบ้านที่คุมขังราชวงศ์โรมานอฟ  ในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และถูกสร้างเป็นโบสถ์แห่งนี้ตามคำสั่งของ ประธานาธิบดี บอริส เยลซิน อยู่ในเมือง Yekaterinburg

โดยในสถานที่นี้ เป็นทั้งจุดสังหารซาร์ นิโคลัส ที่ 2 และสมาชิกราชวงศ์โรมานอฟ และเป็นทั้งสถานที่ฝังศพของประมุขแห่งราชวงศ์โรมานอฟ หรือซาร์ พระองค์สุดท้ายแห่งรัสเซีย และครอบครัว

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โบสถ์หยดเลือดได้รับความเสียหายจากพิษของสงคราม ทั้งระเบิดและการเผา แต่ภายหลัง หลังสงครามสิ้นสุด ได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์โบสถ์หยดเลือดขึ้นใหม่

ปัจจุบันตั้งโดดเด่นด้วยสีสันสวยงามสะดุดตา ที่ไม่ว่าใครที่ได้เห็นจะต้องชะเง้อคอมองด้วยความชื่นชมในความงดงาม

ด้วยรูปแบบศิลปะยุค Renaissance ที่นักท่องเที่ยงจะต้องตะลึกพรึงเพริศกับอลังการงานสร้าง ตั้งแต่วิวด้านนอกไกลๆ มาจนกระทั่งได้เหยาะย่างเข้าไปยังด้านในโบสถ์หยดเลือด

จากพรมพื้นจรดฝ้าเพดาน รวมถึงฝาผนัง ก่อร่างสร้างขึ้นด้วยแบบฉบับศิลปะยุค Renaissance ทั้งงานภาพเขียน งานกระเบื้องโมเสก งานกระจกสี งานปูนปั้นประติมากรรม ชนิดที่เรียกได้ว่างามละเอียด และวิจิตรบรรจง สวยสดหมดจดทุกตารางนิ้ว ด้วยฝีมือศิลปินแถวหน้าของสหภาพโซเวียตกว่า 30 คนที่มากินนอดสรรค์สร้างผลงานร่วมกับเกือบ 3 ปี

นอกจากโบสถ์หยดเลือดแล้ว Yekaterinburg ยังมีสถานที่สำคัญอีกแห่งคือจัตุรัสเดือนตุลา และอนุสาวรีย์วลาดิมีร์ เลนิน ที่ตั้งตระหง่านอยู่ร่วมกัน อีกทั้งยังมีอีกหนึ่งสถานที่สำคัญคือที่ทำการสภาดูม่าแห่งเมือง Yekaterinburg

สำคัญที่สุดก็คือ อนุสาวรีย์แห่งผู้ก่อตั้ง และผู้ค้นพบเมือง Yekaterinburg ในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 เขามีชื่อว่า ตาติสเชฟ ชาวรัสเซีย และเดอร์ เกนิน ชาวฝรั่งเศส

ทว่า ชื่อของเมือง Yekaterinburg ต่อมาได้ถูกขึ้นตั้งเพื่อเป็นการฉลองพระเกียรติของพระนางแคทเธอรีนที่  1 พระมเหสีของพระเจ้าปีเตอร์มหาราชแห่งรัสเซีย

อ่านตอนที่ผ่านมาได้ที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18